"หัวจะเข้" อยู่ตรงไหน?

มีเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่งซึ่งนิยมบรรเลงกันแพร่หลายมานานแล้ว เครื่องดนตรีชนิดนี้เดิมนิยมทำเป็นรูปตัวจระเข้ซึ่งเป็นสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบกชนิดหนึ่งที่เรารู้จักกันดี เชื่อกันว่าคงได้แบบอย่างมาตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ เพราะเมื่ออาณาจักรขอมหมดอำนาจลงแล้ว แต่เครื่องดนตรีชนิดนี้ยังมีปรากฏแพร่หลายไปทั่วในหลายประเทศในแถบอินโดจีน เช่น มอญ พม่า เขมร ไทย เป็นต้น (โปรดดูภาพ)

นักดนตรีจากจังหวัดสุรินทร์กำลังบรรเลงจะเข้ (ถ่ายภาพโดย อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก)

นักดนตรีไทยสมัยหลังๆคงไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นจะเข้ซึ่งทำเป็นรูปตัวจระเข้มากนัก บางทีอาจจะไม่เคยเห็นเลยก็ได้ หลายคนอาจจะเคยเห็นเครื่องดนตรีที่ว่านี้วางโชว์ไว้ในพิพิธภัณฑ์บางแห่ง แต่ก็ไม่มากนักเพราะว่าจะเข้ในวงดนตรีไทยนั้นได้มีการเปลี่ยนรูปร่างและแปลงโฉมไปจนไม่เห็นเป็นตัวจระเข้อีกแล้ว ดังในภาพนี้

อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะเข้ของไทยจะเปลี่ยนรูปร่างมาจนไม่มีสภาพเหมือนตัวจระเข้แล้ว แต่เรายังคงเรียกชื่อส่วนประกอบต่างๆ ของจะเข้โดยอ้างอิงศัพท์ที่เรียกตามอวัยวะของตัวจระเข้อยู่ เช่น

“นม” ชิ้นไม้เล็กๆที่วางเรียงไปตามแนวนอน ใช้สำหรับรองรับการกดสายจะเข้เพื่อเปลี่ยนระดับเสียง

“หัว” (คือส่วนไหนกันแน่ ?) ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะกล่าวถึงในบทความนี้

ในหนังสือชื่อ Musical Instrument of The World (หน้า 221) มีภาพวาดเครื่องดนตรีจากประเทศพม่าชิ้นหนึ่งซึ่งเรียกว่า "Migyuan" รูปร่างเป็นตัวจระเข้ ดังในภาพ

หากจะแบ่งส่วนของภาพเครื่องดนตรีดังกล่าวแล้ว สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนคือ

จาก A ถึง B เป็นส่วนหาง
จาก B ถึง C เป็นส่วนลำตัว
จาก C ถึง D เป็นส่วนหัว

นอกจากนั้นในหน้าเดียวกันของหนังสือเล่มดังกล่าว ยังมีภาพวาดของเครื่องดนตรีทำนองนี้อีกภาพหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับจะเข้ของไทยในปัจจุบันมากทีเดียว เพียงแต่ตรงหัวมีลักษณะเป็น "หัวมังกร" แทนที่จะเป็น "หัวจระเข้" และลูกบิดที่ใช้สำหรับหมุนปรับสาย วางอยู่ในแนวตั้งไม่ใช่แนวนอน ที่ภาพเขียนไว้ชัดเจนว่า Chakay, Thailand (โปรดดูภาพ)

ภาพที่สองนี้แตกต่างไปจากภาพแรกคือส่วนที่เป็นหางของจระเข้ขาดหายไปเหลือแต่ส่วนที่เป็นลำตัว 2 ช่วงคือช่วง A ถึง B และ B ถึง C ถ้าหากจะถือว่าช่วง A ถึง B เป็นส่วนหางก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะส่วนนั้นมีความป่องเหมือนลำตัวจระเข้มากที่สุด ทั้งยังมีขา 4 ขารองรับอยู่ข้างใต้ด้วย จะเป็นหางไปได้อย่างไร.. ดังนั้นช่วง A B C จึงน่าจะเป็นลำตัวของจะเข้มากที่สุดโดยช่วง C ถึง D เป็นส่วนหัวของจะเข้ ซึ่งส่วนนี้ปัจจุบันไม่ได้ทำเป็นรูปหัวจระเข้แล้ว โดยทำเป็นรางไหมหรือร่องที่ใช้สำหรับสอดสายจะเข้ลงไปพันกับก้านลูกบิดที่สอดเข้ามาทางแนวนอน จึงทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าส่วนนี้ไม่ใช่หัวของจะเข้ และเรียกส่วนที่เป็นช่วง A ถึง B ว่าเป็นหัวของจะเข้แทน ทั้งนี้อาจจะเนื่องจากเห็นว่าส่วนนั้นมีขนาดใหญ่ที่สุดก็ได้ (คนส่วนใหญ่มักจะนึกว่าส่วนหัวของสัตว์นั้นมีขนาดใหญ่ที่สุด แต่สำหรับจระเข้แล้วส่วนหัวแคบกว่าส่วนลำตัว)

เนื่องจากความเข้าใจผิดดังที่กล่าวมา จึงทำให้ข้อเขียนและตำราที่อธิบายถึงกายภาพของเครื่องดนตรีที่เรียกว่า “จะเข้” ฟังดูแปลกๆไปด้วย เช่นเขียนไว้ว่า “..ที่หัวของจะเข้มีขา 4 ขา” อะไรทำนองนี้เป็นต้น (ฟังแล้วอดนึกไม่ได้ว่าสัตว์ประหลาดอะไรหนอถึงได้มีขา 4 ขาอยู่ที่หัว) ผมเองชอบที่จะเรียกส่วนนั้นว่า “ตัวจะเข้” มากกว่าเพราะถือว่า “ส่วนหัว” ของจะเข้นั้นก็คือส่วนที่มีรางไหมและลูกบิด อย่างไรก็ดีเรื่องนี้คงไม่มีข้อยุติอะไร เพราะไม่สามารถบังคับกันได้ ใครมีความเห็นอย่างไรก็เรียกกันไปอย่างนั้นก็แล้วกันนะครับ

กลับไปสาระหน้าแรก