ทฤษฎีภายในดนตรีไทย

สวัสดีครับ ผมเขียนหัวข้อที่ชื่อ "ทฤษฎีภายในดนตรีไทย" นี้ขึ้นเพื่อเป็นหัวข้อที่จะพูดคุยหรือเล่าให้ฟังถึงแนวคิดต่างๆในการเรียนการสอนดนตรีไทย ที่ผมได้รวบรวมเอาไว้จากประสบการณ์การสอนดนตรีมานานกว่า 30 ปีของตัวผมเอง รวมทั้งหลักปรัชญาหรือคำสอนที่ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้เคยสอนศิษย์ไว้สืบต่อๆกันมา เพราะเห็นว่าแนวคิดหรือคำสอนเหล่านี้น่าจะมีประโยชน์สำหรับนักดนตรีไทยรุ่นใหม่บ้างไม่มากก็น้อย ก็จะขอเล่าไปเรื่อยๆตามสบายนะครับ

การเรียนศิลปศาสตร์นั้นมีข้อแตกต่างอันสำคัญจากการเรียนศาสตร์ด้านอื่นๆอยู่ประการหนึ่งคือ ศาสตร์ด้านอื่นๆนั้นมักจะแบ่งการเรียนออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ "ทางทฤษฎี" กับ "ทางปฏิบัติ" ส่วนที่เรียนทางทฤษฎีหมายถึงการเรียนด้วยสมองเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในศาสตร์นั้น ส่วนของการปฏิบัติก็คือการนำความรู้ความเข้าใจนั้นไปลงมือทำให้เกิดเป็นกิจการงานหรือผลผลิตออกมาเป็นรูปธรรม แต่ในเรื่องของศิลปศาสตร์นั้นนอกจากต้องเรียนรู้ในเรื่องทฤษฎี และการปฏิบัติแล้วยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง จิตใจ รสนิยม และปรัชญาความคิดของผู้คนให้ลึกซึ้งด้วย ทั้งนี้เพราะการเรียนรู้แต่เพียง "ทฤษฎี" กับ "การปฏิบัติ" เหมือนศาสตร์ด้านอื่นๆนั้นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตการงานได้ เพื่อให้เข้าใจแนวคิดนี้ได้ง่ายขึ้นขอให้ดูภาพต่อไปนี้ครับ

ภาพนี้แสดงให้เห็นส่วนประกอบที่สำคัญ 3 ส่วนของเรือยนต์คือ ลำเรือ เครื่องยนต์ และ หางเสือเรือ ลำเรือนั้นทำหน้าที่ในการบรรทุกคนและสิ่งของ (เรือกว้างมากก็บรรทุกได้มาก) เครื่องยนต์นั้นทำหน้าที่ผลักดันเรือให้วิ่งไปได้ (เครื่องยิ่งแรงก็ยิ่งวิ่งได้เร็ว) หางเสือเรือนั้นทำหน้าที่กำหนดทิศทางให้เรือวิ่งไป (หางเสือมั่นคงทิศทางก็แน่นอน)

ถ้าจะเปรียบไปแล้ว ลำเรือก็เหมือนกับความรู้ที่ได้มาจากการเรียนทางด้านทฤษฎี คือยิ่งรู้มากก็ยิ่งมีความเห็นกว้างขวาง เหมือนลำเรือที่กว้างจึงบรรทุกได้มาก เครื่องยนต์เปรียบเหมือนฝีมือหรือความสามารถที่เกิดจากการฝึกฝนปฏิบัติ ถ้ามีฝีมือหรือความสามารถมากก็ปฏิบัติงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง หางเสือเรือเปรียบเหมือน "ทฤษฎีภายใน" เป็นเพียงแผ่นโลหะเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ ไม่สามารถมองเห็นได้เหมือนลำเรือ หรือ เครื่องยนต์ แต่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการนำเรือไปถึงที่หมาย หากพิจารณาดูระบบการศึกษาดนตรีไทยในปัจจุบันจะเห็นว่าคนส่วนใหญ่มุ่งให้ความสำคัญกับความรู้และฝีมือ มากกว่าคุณธรรมหรือจริยธรรมของนักดนตรีหรือครูดนตรีที่ดี

ก็เหมือนกับการที่คนให้ความสำคัญกับเรือว่า ลำเรือต้องใหญ่โตแข็งแรงและตกแต่งสวยงาม เครื่องยนต์ต้องแรงและสามารถนำเรือวิ่งไปได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น คนไม่ค่อยเห็นความสำคัญของหางเรือเรือเท่าใดนักจนกว่าเรือจะวิ่งไปผิดทางหรือไม่สามารถควบคุมทิศทางของเรือให้ไปตามที่ต้องการได้ ยิ่งถ้าเปรียบเทียบระหว่าง ลำเรือ เครื่องยนต์ หรือ หางเสือเรือแล้วจะเห็นว่า ราคาของลำเรือ และ เครื่องยนต์นั้นแพงมากกว่าหางเสือเรือหลายสิบเท่านัก ทั้งๆที่สิ่งที่สำคัญที่สุดซึ่งจะนำเรือไปสู่ที่หมายนั้นคือหางเสือมิใช่ลำเรือหรือเครื่องยนต์

เรือที่ดีนั้นหมายความถึงเรือที่สามารถนำผู้โดยสารไปถึงที่หมายได้โดยปลอดภัย เรือที่ลำเรือใหญ่โตโอ่อ่าและวิ่งได้เร็วแต่วิ่งไปอย่างไม่มีทิศทางที่แน่นอน วิ่งผ่านไปที่ใดก็นำความเดือดร้อนไปสู่ท้องน้ำบริเวณนั้นเรือประเภทนี้ไม่ใช่เรือที่ดี การเรียนดนตรีไทยก็ทำนองเดียวกันคือ คนมักสนใจและให้ความสำคัญกับสิ่งภายนอกเช่น โน้ต ประวัติเพลง ทางเพลง คุณภาพและราคาของเครื่องดนตรี ฯลฯ รวมทั้งการมุ่งฝึกปฏิบัติให้มีฝีมือเก่งเหนือกว่าผู้อื่น โดยละเลยที่จะศึกษา คุณธรรม จริยธรรม หน้าที่ของครู หรือจรรยาบรรณของนักดนตรี เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ (เหมือนหางเสือที่มีขนาดเล็กและราคาถูก) มองไม่เห็นความสำคัญ (เพราะหางเสือซ่อนอยู่ใต้น้ำ) หรือไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าหางเสือนั้นสำคัญกว่าลำเรือหรือเครื่องยนต์เป็นไหนๆ ผมจึงเปรียบว่าลำเรือนั้นคือการเรียนรู้ทฤษฎีภายนอก ซึ่งใช้สมองในการเรียนรู้ เครื่องยนต์เป็นเสมือนฝีมือที่เกิดจากการฝึกฝนปฏิบัติ และ หางเสือเปรียบเสมือน ทฤษฎีภายใน เพราะเป็นการเรียนรู้ทางด้านปรัชญาและจิตวิทยาซึ่งค่อนข้างเป็นนามธรรมไม่สามารถทำความเข้าใจหรือมองเห็นได้ง่ายนัก เหมือนกับหางเสือที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำนั่นเองครับ

การคุยกันถึงเรื่องเหล่านี้ผมเห็นว่าน่าจะมีคุณประโยชน์กับวางการดนตรีไทยเพราะทำให้นักดนตรีรุ่นใหม่ๆที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องเหล่านี้มาก่อนได้มีความรู้ความเข้าใจกว้างขวางมากขึ้นเป็นการเพิ่มทั้งคุณภาพและบุคลิกภาพของครูและนักดนตรีไทยให้ดียิ่งขึ้นจึงนำมาเขียนเล่าสู่กันฟังในหัวข้อนี้ไปเรื่อยๆนะครับ เอาละครับ..วันนี้คุยกันแค่นี้ก่อน วันหลังค่อยมาคุยกันต่อถึงเรื่องราวของทฤษฎีภายในดนตรีไทย ที่ผมรวมรวมไว้ มีเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจมากมายทีเดียวครับ

เมื่อมี 3 ดี ดนตรีจึงไพเราะ
เรื่องแรกที่ผมจะนำเอาทฤษฎีภายในดนตรีไทยมาเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องที่หลายคนคงเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้วแต่อาจจะยังไม่ทราบรายละเอียดของเรื่องนี้ชัดเจนนัก วันนี้ผมจึงขอนำมาเล่าให้ฟังกันอย่างละเอียดเลยนะครับ มีภาพประกอบด้วยครับ

สมัยที่ผมเริ่มเรียนดนตรีกับคุณแม่ (อาจารย์บรรเลง สาคริก) และ คุณป้า (คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง) ทั้งสองท่านมักจะเล่าเรื่องของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะฯให้ฟังอยู่เสมอ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนดนตรีไทย บ้างก็เป็นหลักปรัชญาในการเป็นนักดนตรีไทยรวมทั้งคำสอนต่างๆที่ท่านสอนลูกศิษย์ลูกหาไว้มากมาย ในบรรดาคำสอนเหล่านั้นมีอยู่ข้อหนึ่งซึ่งคุณหญิงชิ้นฯกล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้จะเริ่มเรียนดนตรีควรทราบนั่นก็คือเรื่อง 3 ดี นี่ละครับ

หน้า >2 >3 (กลับไปสาระหน้าแรก)