หย่องขิม หรือ นมขิม ?

มีนักดนตรีเป็นจำนวนมิใช่น้อยที่เรียกหย่องขิมว่า "นม" โดยเรียกตามลักษณะรูปร่างซึ่งเมื่อมองดูอย่างผิวเผินแล้วมีความคล้ายคลึงกับนมจะเข้ เนื่องจากมีลักษณะการเรียงตัวไปตามแนวนอนเหมือนกัน แต่โดยความเป็นจริงแล้ว "หย่องขิม" และ "นมจะเข้" นั้นมีความแตกต่างกันทั้งรูปร่างและจุดประสงค์ของการใช้ คือนมจะเข้มีลักษณะเป็นชิ้นๆอิสระแยกจากกัน

ooooooo

แต่หย่องขิมนั้นมีฐานเป็นไม้ยาวชิ้นเดียวกันแต่มีหย่องด้านบนที่มีลักษณะคล้ายกับใบเสมาเรียงกันไป เข้าใจว่าสิ่งนี้เองที่ทำให้มองดูคล้ายกับนมของจะเข้เพราะมีลักษณะเป็นชิ้นๆเรียงต่อเนื่องกันไป แต่ก่อนที่จะอธิบายถึงความแตกต่างนี้ต้องย้อนไปเล่าถึงที่มาของคำว่า "นมจะเข้" เสียก่อน

จะเข้เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดที่มีผู้นิยมนำเข้ามาบรรเลงแทนกระจับปี่ในวงมโหรี เนื่องจากดีดสะดวกกว่ากระจับปี่ นอกจากนั้นยังทำเสียงได้มากกว่าและดังกว่ากระจับปี่ด้วย ประวัติและที่มาของเครื่องดนตรีที่เรียกว่าจะเข้นี้ เดิมสันนิษฐานว่าไทยคงได้แบบอย่างมาจากมอญ เพราะมีเครื่องดนตรีของมอญที่ทำเป็นรูปตัวจระเข้ ซึ่งเป็นสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบกชนิดหนึ่งที่รู้จักกันดี ที่จริงเครื่องดนตรีที่ทำเป็นรูปร่างสัตว์นั้นมีปรากฏมากมายในหลายประเทศทั่วโลก เช่น พิณนกยูงของอินเดีย ซึ่งก็คือซีต้าร์ชนิดหนึ่งที่ช่างดนตรีได้ประดิษฐ์ตกแต่งส่วนของกระพุ้งพิณให้เป็นรูปตัวนกยูงอันสวยงาม

เพื่อประเทืองอารมณ์ให้สุนทรียิ่งขึ้นในขณะที่ดีดบรรเลง บางทีก็ทำเครื่องดนตรีให้เป็นรูป มังกร เสือ หรือ จระเข้ เป็นต้น กรณีนี้อาจจะเป็นเพราะมนุษย์อยากจะรู้สึกถึงความมีอำนาจเหนือสัตว์ที่ดุร้ายเหล่าสัตว์นั้น จึงได้นำเอาภาพลักษณ์ของสัตว์มาทำเป็นเครื่องดนตรี เพื่อเวลาที่นั่งบรรเลงจะได้ดูเหมือนว่า สัตว์ตัวนั้นถูกสยบราบคาบอยู่ภายใต้อำนาจของคนที่กำลังบรรเลง ดังนั้นจึงมีเครื่องดนตรีที่ทำเป็นรูปสัตว์มากมายปรากฏอยู่ทั่วโลก

ด้วยเหตุที่มีผู้คิดทำเครื่องดนตรีที่มีรูปร่างเหมือนจระเข้ และนักดนตรีไทยได้นำมาใช้บรรเลงในวงดนตรีไทย โดยปรับปรุงดัดแปลงรูปร่างเสียใหม่ให้เป็นแบบที่เรียบง่าย ดูไม่เหมือนตัวจระเข้อีกต่อไป บวกกับอารมณ์ขันของคนไทยที่ชอบตั้งชื่อสิ่งต่างๆให้ดูขบขันหรือแปลกออกไป จึงเรียกชิ้นไม้เล็กๆที่ติดเรียงรายอยู่บนหลังของเครื่องดนตรีที่ทำเป็นรูปตัวจระเข้ว่า "นม"

ทั้งๆที่จระเข้นั้นเป็นสัตว์เลือดเย็นไม่ได้มีอวัยวะที่เรียกว่านมไว้เลี้ยงลูกเหมือนพวกสัตว์เลือดอุ่น แต่เนื่องจากจระเข้นับเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง การที่เรียกชิ้นไม้เล็กๆซึ่งใช้สำหรับรองรับการกดของนิ้วขณะที่ดีดบรรเลงว่า "นม" จึงพอจะอนุโลมได้ แต่ขิมซึ่งไม่ได้มีรากฐานความเป็นมาที่เกี่ยวข้องอะไรกับเครื่องดนตรีที่เป็นรูปสัตว์เลย การเรียกหย่องขิมว่า "นม" จึงเป็นการเรียกที่ไม่ถูกต้อง และยิ่งเมื่อพิจารณาถึงจุดมุ่งหมายและประโยชน์ใช้สอยระหว่างนมจะเข้และหย่องขิมแล้ว ยิ่งไม่สมควรเรียกหย่องขิมว่านมขิมเลย

ทั้งนี้เพราะสิ่งที่นักดนตรีเรียกว่า "หย่อง" นั้นหมายถึงวัสดุที่ใช้หนุนรองรับสายของเครื่องดนตรีประเภทพิณทุกชนิด เพื่อถ่ายแรงสะเทือนจากการตีหรือดีดลงสู่บริเวณผิวหน้าของเครื่องดนตรีเพื่อให้มีเสียงดังก้องกังวานมากขึ้น รูปร่างลักษณะของหย่องอาจจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของเครื่องดนตรีแต่จะทำหน้าที่เหมือนกัน ส่วนใหญ่หย่องจะทำจากวัสดุที่เป็นไม้ที่มีลักษณะรูปทรงแบนและวางในแนวตั้งฉากกับผิวหน้าของเครื่องดนตรี โดยหนุนรองรับสายไว้ ดังนั้นหย่องจึงต้องแนบสนิทกับสายอยู่เสมอ

เมื่อพิจารณาตามความหมายของหย่องดังที่กล่าวมาจะเห็นว่า นมจะเข้นั้นมิได้หนุนแนบชิดติดกับสายของจะเข้ เพราะทำหน้าที่แตกต่างจากหย่อง คือนมจะเข้นั้นมีไว้สำหรับเป็นที่รองรับการกดสายด้วยนิ้ว เพื่อให้เกิดช่วงสั้นยาวของสายที่แตกต่างกัน อันจะทำให้การบรรเลงมีระดับเสียงสูงต่ำตามที่นักดนตรีต้องการ การจัดวางตำแหน่งของนมจะเข้นั้นมีลักษณะเหมือนกับการจัดวางของกีต้าร์ คือนมแต่ละตัวจะมีส่วนสูงที่แตกต่างกันเป็นลำดับลดหลั่นกัน เพื่อเวลาที่กดสายจะได้ไม่เกิดเสียงทึบบอด ด้วยเหตุนี้นมของจะเข้จึงทำหน้าที่แตกต่างกับหย่องขิมโดยสิ้นเชิง และเมื่อพิจารณาดูหย่องขิมแล้วจะเห็นว่าทำหน้าที่ตรงตามความหมายของคำว่าหย่องมากกว่านมของจะเข้ จึงควรเรียกว่า "หย่องขิม" มิใช่ "นมขิม" ดังที่หลายๆ คนเรียกกัน

ชนก สาคริก : 2 เมษายน 2544

(กลับไปสาระหน้าแรก)