"กู่เจิง" พิณจากแดนสวรรค์

เรียบเรียงโดย ชนก สาคริก

กู่เจิง เป็นชื่อเรียกพิณจีนโบราณชนิดหนึ่งซึ่งมีกระแสเสียงอ่อนหวานไพเราะน่าฟัง เครื่องดนตรีนี้เรียกกันหลายชื่อตามสำนวนภาษาของแต่ละท้องถิ่นเช่นชาวจีนแต้จิ๋วเรียก "โกวเจ็ง" หรือ "เจ็ง" คนไทยเรียก "เจ้ง" หรือ "จะเข้จีน" ส่วนภาษาจีนกลางหรือชาวจีนแผ่นดินใหญ่เรียก "กู่เจิง" หรือ "เจิง" ชาวยุโรปเรียก Gu-Zheng ที่จริงแล้วชื่อของเครื่องดนตรีชนิดนี้เรียกเพียงพยางค์เดียวคือ เจิง หรือ เจ็ง ส่วนคำว่า กู่ หรือ โกว นั้นเป็นคำขยายในภาษาจีนหมายถึงสิ่งที่เก่าแก่โบราณ ดังนั้นถ้าจะเรียกตามสำนวนภาษาไทยให้มีความหมายเต็มแล้วชื่อของเครื่องดนตรีชนิดนี้ควรจะเรียกว่า "พิณจีนโบราณ" ที่เรียกว่าพิณจีนโบราณนั้นก็เพราะเครื่องดนตรีชนิดนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานนับเป็นพันปี คือมีความเก่าแก่พอๆกับอายุของกำแพงเมืองจีนหรืออาจจะเก่ากว่ากำแพงเมืองจีนเสียด้วยซ้ำไป

เมื่อไม่นานมานี้มีหนังสือ National Geographic ฉบับหนึ่งรายงานว่าได้มีการขุดค้นสุสานโบราณของเจ้าหญิงองค์หนึ่งทางตอนใต้ของประเทศจีนซึ่งมีอายุเก่าแก่ประมาณ 2000 ปี สิ่งที่พบในสุสานโบราณแห่งนั้นนอกจากพบศพมัมมี่ของเจ้าหญิงจีนในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์แล้วนักโบราณคดียังได้พบข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์อีกมากมายหลายชิ้น ที่น่าสนใจคือได้พบเครื่องดนตรีรูปร่างหน้าตาแปลกพิศดารชิ้นหนึ่งยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์เป็นกล่องไม้กลวงยาวมีสายไหมขึงเรียงรายอยู่บนผิวหน้าด้านบนซึ่งก็คือเครื่องดนตรีที่เรียกว่า กู่เจิง นั่นเอง

นอกจาก กู่เจิง แล้วยังมีเครื่องดนตรีอื่นๆอีกหลายชนิดในสุสานแห่งนั้น แสดงว่าเจ้าหญิงองค์นี้คงจะเป็นนักดนตรีหรือไม่ก็รักดนตรีมาก แม้สิ้นพระชนม์ไปแล้วข้าราชบริพารยังจัดเครื่องดนตรีถวายตามไปด้วย การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันความเก่าแก่โบราณของ กู่เจิง ได้เป็นอย่างดีว่า มีประวัติความเป็นมาไม่น้อยกว่า 2000 ปี

ตามตำนานโบราณของจีนกล่าวไว้ว่า กู่เจิง นี้เป็นเครื่องดนตรีที่เกิดขึ้นในยุคของจักรพรรดิ์ จิ๋นซีฮ่องเต้ โดยพัฒนามาจากพิณโบราณอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีมาก่อนหน้านั้น พิณโบราณชนิดนั้นเรียกกันว่า "เส็ก" มีขนาดใหญ่มากโดยมีสายถึง 50 สาย แต่ไม่เคยมีใครได้เห็นตัวจริงหรือแม้แต่ภาพเขียนของเส็กเลย ทั้งนี้เพราะตำหรับตำราและภาพเขียนของแคว้นต่างๆในยุคนั้นได้ถูกจักรพรรดิ์จิ๋นซีฮ่องเต้เผาทำลายไปจนหมดสิ้นเมื่อทรงมีชัยชนะเหนือแคว้นเหล่านั้น จักรพรรดิ์จิ๋นฯทรงมีพระประสงค์จะให้ชาวจีนในยุคนั้นเรียนรู้เฉพาะภาษาและตำราของแคว้นจิ๋นของพระองค์เท่านั้นเพื่อสะดวกในการปกครอง ตำราหรือภาพเขียนของ เส็ก คงถูกเผาทำลายไปด้วยในครั้งนั้น

อย่างไรก็ดีเมื่อบ้านเมืองสงบจากศึกสงครามแล้ว ช่างดนตรีในยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้ก็ได้คิดประดิษฐ์ พิณ ขึ้นมาใหม่ชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นกล่องไม้กลวงยาวมีสาย 25 สาย ซึ่งก็คือ กู่เจิง นั่นเอง กู่เจิงนี้ได้แพร่หลายเป็นที่นิยมบรรเลงกันมากในหมู่ผู้รู้หรือนักปราชญ์ เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่ซับซ้อนต้องใช้ทักษะและสมาธิในการบรรเลงมากจึงจะสามารถบรรเลงได้ไพเราะน่าฟัง เรื่องนี้ดูจะมีเค้าความเป็นจริงอยู่บ้างคือไม่ค่อยจะมีใครเคยเห็นการบรรเลงพิณชนิดนี้เนื่องจากผู้ที่สามารถบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดนี้มีน้อยมากไม่เหมือนอย่าง ขิม ปี่แป๋ (พิณหยดน้ำ) หรือ ซอเอ้อหู (ซออู้จีน) ซึ่งจะพบเห็นการบรรเลงได้บ่อยกว่า นอกจากนั้นถ้าสังเกตดูจาก ภาพเขียนจีน รูปปั้น หรือ ภาพยนต์จีนโบราณ จะพบว่าผู้ที่เป็นตัวเอกของเรื่องเท่านั้นจึงจะสามารถดีดพิณชนิดนี้ได้ แสดงว่าไม่ใช่เครื่องดนตรีที่จะสามารถเล่นได้ง่ายนัก อย่างเช่นเรื่องสามก๊กตอนที่ขงเบ้งแต่งกลศึกลวงสุมาอี้นั้น ในบทร้องของไทยตอนหนึ่งแต่งไว้ว่า "..ขึ้นนั่งยังกำแพงแสร้งตีขิม พยักยิ้มให้ข้าศึกนึกฉงน.." ที่กล่าวว่าขงเบ้งนั่งตีขิมนั้นที่จริงน่าจะเป็นนั่งดีด "กู่เจิง" มากกว่าทั้งนี้เพราะมีทั้ง ภาพเขียน รูปปั้นจากเมืองจีน รวมทั้งภาพยนตร์เรื่องสามก๊กซึ่งแสดงภาพขงเบ้งนั่งดีดพิณชนิดนี้บนตัก (ดังในรูป) ไม่เคยมีภาพขงเบ้งนั่งตีขิมเลย เคยมีผู้รู้ให้ข้อสังเกตว่าการที่บทร้องใช้คำว่า "นั่งตีขิม" นั้นผู้แต่งบทร้องคงได้ยินเพี้ยนมาจากคำว่า "คิ้ม" เนื่องจากคำว่าคิ้มในภาษาจีนหมายถึงพิณที่ขึงสายดีดทุกชนิด ตามท้องเรื่องของสามก๊กกล่าวว่าขงเบ้งนั่งดีดคิ้ม (หมายถีงดีดกู่เจิง) ผู้แต่งอาจได้ยินเป็น "ขิม" จึงแต่งบทร้องว่าขงเบ้งนั่งตีขิมบนกำแพงลวงสุมาอี้ ส่วนขิมนั้นชาวจีนเรียกว่า หยางฉิน เป็นเครื่องดนตรีที่สามัญชนสามารถเล่นกันได้ทั่วไปตามโรงงิ้วหรือสถานบันเทิงต่างๆ คนระดับขงเบ้งซึ่งเป็นจอมปราชญ์และชนชั้นสูงจึงไม่น่าจะบรรเลง ขิม แต่ควรบรรเลง กู่เจิง หรือ คิ้ม มากกว่า

ที่เรียกกู่เจิงว่า "พิณสวรรค์" นั้นเพราะตามตำนานของจีนกล่าวไว้ว่า เครื่องดนตรีชนิดนี้เทพยดาเป็นผู้สร้าง เดิมเป็นพิณขนาดใหญ่มีสาย 50 สาย เรียกว่า เส็ก มีเสียงไพเราะน่าฟังดุจเสียงจากสวรรค์ (เรื่องพิณ 50 สาย นี้มีข้อน่าสังเกตคือทางอินเดียก็มีเรื่องตำนานที่กล่าวถึงพิณ 50 สายของเทพเจ้าอยู่เหมือนกัน เข้าใจว่าคตินี้จีนอาจได้รับมาจากอินเดียก็ได้)

ตำนานเรื่องพิณสวรรค์ของเทพยดานั้นเป็นความเชื่อของกลุ่มบุคคลที่เน้นทางคตินิยมเพราะเห็นว่า กู่เจิงนี้มีรูปร่างแปลกประหลาดพิสดารซับซ้อนและมีเสียงไพเราะน่าฟัง ไม่น่าจะเป็นการประดิษฐ์คิดค้นโดยมนุษย์ธรรมดาอีกทั้งยังมีมานานแสนนานแล้วด้วย

แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมองตรงกันข้ามคือเชื่อว่ากู่เจิงนี้พัฒนามาจากเครื่องดนตรีพื้นบ้านของแคว้นฉิน (จิ๋น) ชนิดหนึ่งเรียกว่า "กู่ฉิน" กู่ฉินเป็นเครื่องดนตรีที่ขึงสายดีดเช่นเดียวกับกู่เจิงแต่ต่างกันตรงที่กู่ฉินเป็นเครื่องดนตรีขนาดเล็กมีเพียง 5 สาย หรือ 7 สาย และไม่มีหย่อง (Fret) หนุนรองรับสายไว้ทุกสายเหมือนกู่เจิง ได้มีผู้ขุดค้นพบเครื่องดนตรีที่เรียกว่า กู่ฉินนี้ในประเทศจีนหลายแห่งด้วยกันดังในภาพข้างบน ทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ขนาดใหญ่ผ่าครึ่งซีกแล้วกรุพื้นด้านล่างให้มีสภาพเป็นกล่องเสียง ผิวด้านบนมีลักษณะโค้งงอตามลักษณะของกระบอกไม้ไผ่ ตรงปลายทั้งสองด้านขึงสายตึงอยู่ 5 หรือ 7 สาย ปลายด้านหนึ่งมีหมุดไม้ทำเป็นลูกบิดหมุนปรับความตึงของสายได้ ลักษณะของกู่ฉินนี้ดูน่าจะเป็นต้นเค้าของกู่เจิงได้มาก ช่างดนตรีในยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้คงจะพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและใช้ลิ่มไม้เล็กๆหนุนรองรับสายไว้ทุกสายเพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดแรงสั่นสะเทือนจากสายลงสู่ผิวหน้าด้านบนทำให้เสียงดังก้องกังวานมากขึ้น การบรรเลงกู่ฉินนั้นในยุคหนึ่งนิยมทำตัวกู่ฉินด้วยกล่องโลหะและใช้สายโลหะ เวลาดีดจะใช้ปลอกนิ้วที่ทำด้วยโลหะรีดสายที่ดีดไปด้วยทำให้เกิดเสียงสูงๆต่ำไพเราะน่าฟัง แต่เสียงยังคงเบากว่า กู่เจิง มาก เพราะไม่ได้ใช้หย่องถ่ายทอดแรงสะเทือนเหมือนกู่เจิง กู่ฉินเป็นพิณโบราณของแคว้นฉิน มีกระแสเสียงไพเราะน่าฟัง แต่บรรเลงยากกว่า กู่เจิง เพราะต้องใช้นิ้วรีดสายให้เกิดเป็นเสียงต่างๆ

ยังมีตำนานเก่าของจีนที่กล่าวโยงใยถึงความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องดนตรี "กู่เจิง" ของจีน กับ เครื่องดนตรี "โกโตะ" ของญี่ปุ่นอยู่เรื่องหนึ่ง ตำนานเล่าว่ามีขุนนางจีนท่านหนึ่งมี กู่เจิง ขนาด 25 สายอยู่ตัวหนึ่งซึ่งมีเสียงไพเราะน่าฟังเหนือกว่ากู่เจิงของผู้ใดทั้งสิ้น เนื่องจากกู่เจิงตัวนี้เคยถูกไฟไหม้จนเกรียมไปนิดหนึ่ง หลังจากถูกไฟไหม้แล้ว เสียงของกู่เจิงตัวนี้ยิ่งก้องกังวานไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้นจนเป็นที่ต้องการของนักดนตรีทั่วไป ครั้นต่อมาขุนนางท่านนี้ถึงแก่กรรมโดยกระทันหันไม่ทันได้สั่งเสียว่าจะมอบกู่เจิงตัวนี้ให้เป็นสมบัติของใคร บุตรสาว 2 คนของท่านขุนนางจึงทะเลาะแย่งชิงกู่เจิงตัวนั้นกันอย่างรุนแรง ภรรยาของท่านขุนนางหรือมารดาของหญิงทั้งสองขัดใจขึ้นมา จึงใช้กระบี่ผ่ากู่เจิงตัวนั้นออกเป็นสองซีกตามแนวยาว โดยซีกที่มีสาย 12 สายมอบให้กับพี่สาว ส่วนซีกที่มี 13 สายมอบให้แก่น้องสาว น้องสาวได้นำเอากู่เจิง 13 สายติดตัวเดินทางไปอยู่ยังประเทศญี่ปุ่น และได้เป็นต้นกำเนิดของเครื่องดนตรี โกโตะ ของญี่ปุ่นซึ่งมีรูปร่างคล้ายกู่เจิงแต่มีเพียง 13 สาย

กู่เจิงมีหลายขนาด ตั้งแต่ 12 สาย ไปจนถึง 26 สาย และมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันออกไปตามรสนิยมของแต่ละท้องถิ่น ยาวบ้าง สั้นบ้าง กว้างบ้าง แคบบ้าง แล้วแต่จุดประสงค์และจินตนาการของช่างผู้ผลิตเครื่องดนตรี แต่สภาพโดยรวมแล้วจะมีส่วนที่คล้ายกันคือตัวกู่เจิงมีลักษณะเป็นกล่องไม้กลวงยาว ผิวด้านบนมีลักษณะโค้งมีหย่องไม้หนุนรองรับสายกู่เจิงไว้ทุกสาย ตรงส่วนปลายด้านขวามือของตัวกู่เจิงจะมีหมุดสำหรับปรับเทียบเสียงที่สามารถหมุนไปมาได้ หมุดเหล่านี้บางแบบก็เป็นไม้ใช้เสียบลงมาในแนวตั้งแต่ส่วนใหญ่จะซ่อนไว้ในส่วนหัวของกู่เจิงโดยมีฝาครอบปิดไว้เพื่อความสวยงาม

สายของกู่เจิงนั้นในสมัยโบราณใช้สายไหมหรือสายเอ็นเป็นส่วนใหญ่ แต่มาในยุคหลังๆนิยมใช้สายโลหะเช่นทองเหลือง ทองแดง หรือสายเหล็ก ปัจจุบันจะนิยมใช้สายโลหะที่ไม่ขึ้นสนิม หรือสายโลหะที่ขวั้นเกลียวด้วยไนลอนโดยรอบ เพราะมีน้ำหนักดีและไม่ระคายนิ้วมือเวลาที่ดีดบรรเลง

ชาวจีนนั้นเป็นทั้งนักปรัชญาและนักประดิษฐ์ ดังนั้นช่างจีนจึงนิยมแฝงปรัชญาไว้ในสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างด้วยเสมอ การประดิษฐ์ตัวกู่เจิงนี้ก็เช่นกัน ช่างจีนโบราณเชื่อว่าเทพยดาเป็นต้นกำเนิดในการประดิษฐ์กู่เจิง และเสียงของกู่เจิงเปรียบเหมือนเสียงดนตรีจากสรวงสวรรค์ จึงออกแบบกู่เจิงโดยแบ่งแผนภูมิของตัวกู่เจิงออกเป็น 3 ส่วน คือ

1) ส่วนที่เป็นสวรรค์ 2) ส่วนที่เป็นภูมิมนุษย์ 3) ส่วนที่เป็นวังบาดาล

ส่วนที่เป็นแดนสวรรค์นั้นก็คือแนวสายกู่เจิงที่เรียงรายอยู่ด้านบน เพราะเป็นต้นกำเนิดเสียงดนตรีอันไพเราะดุจเสียงจากสวรรค์ ช่วงระหว่างสายกู่เจิงและผิวหน้าโค้งด้านบนเป็นความเวิ้งว้างของท้องฟ้า ส่วนหย่อง (Fret) ที่เรียงรายหนุนรองรับสายกู่เจิงนั้นมีความหมาย 2 นัยคือ หมายถึงขุนเขาบนพื้นโลกที่สูงตระหง่านหนุนค้ำสวรรค์ไว้ หรือ หมายถึง ฝูงวิหค เช่น ห่านป่า นกเป็ดน้ำ หรือ นกกระเรียน ที่บินเรียงแถวเป็นแนวทะแยงอยู่บนท้องฟ้า ส่วนบริเวณผิวด้านบนที่มีลักษณะโค้งแผ่กว้างนั้นเปรียบเหมือนมหาสมุทร ตัวกู่เจิงโดยรอบเปรียบเหมือนแผ่นดิน จึงนิยมวาดรูปป่าเขาลำเนาไพรหรือฝูงสัตว์เอาไว้โดยรอบ ส่วนที่เป็นวังบาดาลนั้นคือผิวพื้นด้านล่างซึ่งกรุเป็นช่องไว้ 2 ช่องใหญ่ๆ หมายถึง สระหงส์ และ วังมังกร

สระ หงส์-มังกร นี้อาจมีรูปร่างผิดแผกแตกต่างกันออกไปบ้าง เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือทำเป็นช่องไว้ให้เสียงกู่เจิงก้องกังวานออกมาดีขึ้นนั่นเอง รวมความแล้วส่วนต่างๆของกู่เจิงนั้นล้วนมีความหมายในเชิงปรัชญาและมีคุณประโยชน์ในการบรรเลงทั้งสิ้น

ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมาเป็นการยืนยันและแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานแนวคิดในด้านปรัชญาเข้ากับสิ่งประดิษฐ์ของช่างจีนดังที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ในตอนต้น

สำหรับการบรรเลง กู่เจิง เป็นเพลงไทยนั้น ผู้เขียนได้ริเริ่มนำเอาพิณชนิดนี้มาบรรเลงเพลงไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 โดยซื้อกู่เจิงมาจากร้านแห่งหนึ่งในถนนแปลงนามซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมต่อระหว่างถนนเยาวราชและถนนเจริญกรุง เป็นกู่เจิงจากมณฑลซัวเถาในประเทศจีน กู่เจิงตัวนี้เป็นแบบโบราณและมีขนาดเล็กคือมีสาย 16 สาย ใช้หมุดปรับเทียบเสียงเป็นลูกบิดไม้ปักเรียงไว้ด้านบน อุปกรณ์ที่ใช้ในการปรับเสียงคือกระบอกไม้ที่ส่วนปลายทำเป็นปลอกทองเหลืองสี่เหลี่ยมไว้สำหรับสวมลงบนหัวหมุดเทียบเสียงแล้วใช้มือหมุนปรับความตึงของสายกู่เจิงให้มีเสียงสูงต่ำตามต้องการ

ตอนที่ซื้อมานั้นยังไม่ทราบว่าวิธีดีดบรรเลงเป็นอย่างไร ถามผู้ขายก็บอกว่าไม่ทราบเพราะเล่นไม่เป็น แม้วิธีการตั้งเสียงก็ไม่ทราบเช่นกัน แต่ก็ซื้อมา 1 ตัวเพราะเห็นว่าแปลกดี ที่จริงผู้เขียนเคยเห็นเครื่องดนตรีชนิดนี้ในภาพยนต์จีนกำลังภายใน เห็นว่ามีเสียงไพเราะน่าฟัง เมื่อพบว่ามีขายในถนนแถวเยาวราชจึงซื้อมาทดลองดีดดู ตัวที่ซื้อมาตอนนั้นราคา 1600 บาท ต้องค้นหาวิธีตั้งเสียงอยู่นานพอสมควรจึงทราบว่า ระบบเสียงของกู่เจิงนั้นตั้งเสียงในระบบ "ห้าเสียง" หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า Pentatonic Scale จึงมีเสียงไพเราะอ่อนหวานเมื่อใช้นิ้วกรีดไล่ไปตามสายของกู่เจิง เมื่อทราบวิธีการตั้งเสียงแล้วจึงเริ่มคิดค้นวิธีดีดด้วยตนเองเพราะไม่ทราบว่าจะไปหาความรู้ได้จากที่ใด ผู้เขียนเห็นว่าเครื่องดนตรีชนิดนี้แฝงปรัซญาเอาไว้จึงมีแนวคิดที่จะผสมผสานปรัชญาจีนเข้ากับวิธีการดีดกู่เจิงจึงใช้หลักปรัชญาเรื่อง "ธาตุทั้งห้า" ของจีนเข้ามาเป็นหลักในการบรรเลงคือ

ชาวจีนถือว่าโลกนั้นประกอบไปด้วยธาตุที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน 5 ชนิด คือ

1) ธาตุดิน เป็นธาตุที่หนักแน่นมั่นคง เป็นแม่ธาตุของสรรพสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกรวมทั้งสัตว์และมนุษย์ ธาตุดินยังหมายรวมไปถึงหินทุกชนิดด้วยดังนั้นธาตุดินจึงเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งที่มีรูปธรรม ในขณะที่ฟ้ากลับว่างเปล่าไร้รูปธรรม

2) ธาตุทอง เป็นธาตุที่มีประกายสดใสแวววาว และ มีคุณค่า เมื่อโลกก่อกำเนิดใหม่ๆนั้นนอกจากดินและหินแล้วยังมีแร่ธาตุโลหะอีกมากมายหลายร้อยหลายพันชนิดปะปนอยู่ในดินด้วย แร่โลหะเหล่านี้มีคุณสมบัติแตกต่างจากดินและหินจึงถือว่าเป็นธาตุอีกชนิดหนึ่งและเนื่องจากทองคำเป็นโลหะที่ได้รับการยกย่องทั่วไปว่าเป็นธาตุที่มีคุณค่าเหนือกว่าธาตุโลหะอื่นจึงเรียกธาตุที่สองนี้ว่าธาตุทอง

3) ธาตุน้ำ เป็นธาตุที่เยือกเย็น และมีความเลื่อนไหลพริ้วพรายไร้รูปทรงที่แน่นอน เมื่อโลกมีพื้นดินและมีแร่ธาตุโลหะอุดมสมบูรณ์แล้วจึงบังเกิดธาตุน้ำขึ้นหล่อเลี้ยงพื้นดินให้ชุ่มฉ่ำ ถือกำเนิดแม่น้ำลำคลองรวมทั้งทะเลและมหาสมุทร อันจะเป็นแหล่งที่ให้กำเนิดชีวิตต่อไป

4) ธาตุไฟ (พลังงาน) เป็นธาตุที่ร้อนแรง เจิดจ้า และไหวระริกอยู่เป็นนิจ เมื่อ มีดิน มีแร่ธาตุ มี น้ำแล้ว ได้บังเกิดธาตุไฟคือพลังงานขึ้น ธาตุไฟเป็นธาตุร้อนซึ่งเปล่งประกายเจิดจ้า เปลวไฟ มักสั่นไหวและบันดาลให้เกิดแสงสว่าง นอกจากนั้นยังเป็นธาตุสำคัญที่กระตุ้นให้กำเนิดสิ่ง มีชีวิตด้วย

5) ธาตุไม้ ธาตุไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งมีชีวิตทั้งมวล เมื่อมีดิน แร่ธาตุ น้ำ และไฟ ครบแล้วสิ่ง มีชีวิตจึงก่อกำเนิดขึ้นมาได้ ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตนั้นย่อมสามารถเคลื่อนไหวได้ ธาตุไม้จึงเป็น ธาตุแห่งการเคลื่อนไหวมีชีวิตชีวา และ ร่าเริง

ผู้เขียนได้คิดวิธีการดีดกู่เจิงโดยอาศัยหลักการทำนองเดียวกับคุณสมบัติของธาตุทั้งห้าคือ

1) การดีดแบบธาตุดิน - คือการดีดสายกู่เจิงให้เกิดเสียงที่มีพลังหนักแน่น เป็นการดีดสาย 2 สายพร้อมกันซึ่งอาจจะเป็นคู่เสียงที่เป็นโน้ตตัวเดียวกันหรือคนละตัวโน้ตก็ได้ การดีดแบบธาตุดินนี้เรียกว่า "ดีดควบ" ซึ่งแบ่งเป็น "ดีดควบนิ้ว" และ "ดีดควบมือ"


2) การดีดแบบธาตุทอง - คือการดีดสายกู่เจิงด้วยเสียงโน้ตตัวเดียวกันที่อยู่คนละบันไดเสียงสลับต่อเนื่องกันไปจนเกิดเสียงดัง ติง-ตัง ๆ ต่อเนื่องกันคล้ายกับเสียงโลหะกระทบกัน อันเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของธาตุทองหรือธาตุโลหะที่มักมีเสียงก้องกังวาน


3) การดีดแบบธาตุน้ำ - คือการใช้นิ้วมือหรือปิ๊กกรีดสายกู่เจิงให้เกิดเสียงกราวต่อเนื่องกันไป อาจจะกรีดเข้าหาตัวหรือกรีดออกจากตัวก็ได้ เสียงของการกรีดจะฟังดูคล้ายกับเสียงของสายน้ำไหล การกรีดธาตุน้ำนี้มีหลายกระบวนเช่นกรีดแบบ สายน้ำไหล เกลียวน้ำวน ดอกฝนโปรย หยาดพิรุณไหลริน เป็นต้น การกรีดแต่ละแบบล้วนมีความไพเราะแตกต่างกันทั้งสิ้น สามารถเลือกใช้ได้ในทุกท่วงทำนองเพลง การดีดแบบธาตุน้ำนี้ดูจะเหมาะสมกับการบรรเลงกู่เจิงมากกว่าเครื่องดนตรีอื่นใดทั้งสิ้นเพราะให้อารมณ์และจินตนาการเหมือนกับสายน้ำไหลจริงๆ


4) การดีดแบบธาตุไฟ - คือการกรอสายกู่เจิงด้วยปิ๊กให้มีเสียงไหวระริกต่อเนื่องกันเป็นเสียงยาวคล้ายกับการไหวของเปลวไฟ การกรอนี้อาจจะกรอทีละเส้นหรือกรอทีละหลายๆเส้นต่อเนื่องกันไปก็ได้ เป็นวิธีดีดกู่เจิงที่เรียกว่าการดีดแบบธาตุไฟ


5) การดีดแบบธาตุไม้ - คือการใช้นิ้วหรือปิ๊กดีดสายกู่เจิงต่อเนื่องกันไปทีละเส้นเรียกว่า "การดีดเก็บ" ท่วงทำนองการดีดเก็บนี้เป็นวิธีดำเนินทำนองหลักที่ใช้กันทั่วไปทุกประเภทเครื่องมือดนตรี ทำนองเพลงจะดำเนินติดต่อกันไปทีละพยางค์แล้วแต่จินตนาการของผู้ประพันธ์เพลง ผู้บรรเลงต้องเคลื่อนไหวมือและนิ้วมือได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ดังนั้นจึงจัดให้เป็นการดีดแบบธาตุไม้เพราะต้องเคลื่อนไหวไปมาอยู่ตลอดเวลา


วิธีการดีดกู่เจิงทั้งห้าวิธีหรือห้าธาตุนี้ เมื่อฝึกได้คล่องแล้วจะสามารถบรรเลงเพลงไทยด้วยพิณชนิดนี้ได้ไพเราะน่าฟังมาก ทั้งนี้เพราะเสียงของกู่เจิงมีเอกลักษณ์พิเศษที่ไม่เหมือนเครื่องดนตรีชนิดใดทั้งสิ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้ธาตุน้ำกรีดวนเวียนไปมาแล้วฟังดูคล้ายกับการไหลวนของสายน้ำจริงๆ เมื่อนำมาบรรเลงเพลงไทยเช่นเพลงเขมรไทรโยคยิ่งเสริมจินตนาการของบทเพลงให้เด่นชัดได้มากยิ่งขึ้น เพราะทำให้ผู้ฟังมีความรู้สึกเย็นสบายคล้ายกับได้ไปนั่งชมธรรมชาติอยู่ข้างน้ำตกจริงๆ แม้ว่ากู่เจิงจะเป็นเครื่องดนตรีของต่างชาติแต่มีคุณลักษณะที่ช่วยเสริมบทเพลงไทยให้ไพเราะน่าฟังขึ้น การนำเอาเครื่องดนตรีต่างชาติมาบรรเลงเพลงไทยจึงเป็นการเสริมเพลงไทยให้น่าฟังยิ่งขึ้น มิใช่เป็นการละทิ้งวัฒนธรรมไทยดังเช่นที่บางคนเข้าใจ