การไหว้ครูของนักดนตรีไทย

เนื่องจากได้อ่านบทสนทนาของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บฯไทยคิดในหัวข้อ คุยทางไกล มีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ มีผู้ตั้งคำถามว่าเหตุใดก่อนที่จะบรรเลงดนตรีนักดนตรีไทยจึงต้องยกมือไหว้ทุกครั้ง เขาไหว้ใคร..และ ไหว้ทำไม.. จะเหมือนกับการไหว้พระหรือเปล่า..
คำถามนี้แสดงให้เห็นว่านักดนตรีไทยรุ่นหลังๆ ไม่ค่อยจะทราบความหมายของการกระทำดังกล่าว ซึ่งอาจจะเกิดจากการเหตุสองประการคือ ประการแรกผู้เริ่มเรียนดนตรีไทยไม่สนใจมุ่งแต่จะฝึกทางด้านปฏิบัติเท่านั้น ประการที่สองคือ อาจจะไม่ได้รับการแนะนำสั่งสอนให้ทราบถึงความหมายที่แท้จริงจากครูผู้สอนก็ได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการที่เด็กรุ่นใหม่ๆไม่ทราบความหมายของการไหว้แบบนี้ น่าจะเกิดจากประการหลังเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงได้เขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้ทราบไว้เป็นความรู้
การยกมือไหว้ของคนไทยนั้นเป็นกิริยาที่แสดงออกถึงความในใจของผู้ไหว้ โดยมีความหมายหลายนัยเช่น แสดงความเคารพ ยกย่อง ระลึกถึง ทักทาย ขอบคุณ ขอโทษ และอีกหลายความหมายสุดแท้แต่โอกาส ดังนั้นการไหว้จึงเป็นกิริยาอาการที่พบเห็นได้บ่อยทั่วไป ซึ่งบางทีบ่อยเสียจนแม้แต่ผู้ไหว้ยังลืมความหมายของการไหว้และ สับสนจนต้องมาตั้งคำถามกันทำนองนี้
ประเพณีการยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาพนมบรรจบกัน โดยมีลักษณะคล้ายกับดอกบัวตูมนี้ คนไทยอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียตอนที่พุทธศาสนาแพร่เข้ามา การพนมมือให้เป็นรูปดอกบัวตูมเป็นการแสดงความคารวะอย่างนอบน้อมต่อสิ่งที่เราเคารพนับถือ มีความหมายเสมือนหนึ่งว่าเราได้นำดอกบัวซึ่งถือว่าเป็นสัญญลักษณ์ของพันธุ์ไม้น้ำที่บริสุทธิ์ผุดผ่องมาเคารพบูชาผู้ที่เราไหว้ และเมื่อผสมผสานการไหว้กับการน้อมศีรษะเข้าด้วยกัน ยิ่งแสดงให้เห็นถึงระดับของการแสดงความเคารพให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น การยกมือไหว้จึงเป็นกิริยาที่งดงามแฝงไว้ด้วยความหมายหลายนัยดังที่ได้กล่าวไปแล้ว และเป็นประเพณีของไทยที่สมควรแก่การดำรงไว้สืบไป
ต่อไปนี้จะอธิบายถึงการยกมือไหว้ของนักดนตรีไทยก่อนที่จะเริ่มบรรเลงว่ามีความหมายอย่างไร แต่ก่อนอธิบายจะขอเล่าถึงความหมายของคำว่า "ครู" เสียก่อนเพราะมีความเกี่ยวพันกับการไหว้อยู่มากทีเดียว
สังคมของมนุษย์ในยุคแรกๆนั้นจะแบ่งแยกอาชีพกันค่อนข้างจะชัดเจนคือ ผู้ที่ร่างกายกำยำแข็งแรงก็ทำหน้าที่ล่าสัตว์เป็นทหารหรือทำงานที่ต้องใช้แรงงานมาก ผู้ที่อ่อนแอเช่นเด็กหรือผู้หญิงก็จะทำงานเบาๆหรืองานที่ปราณีตบรรจงเช่นการเย็บปักถักร้อยหรือหุงหาอาหารในหมู่บ้าน ดังนั้นคนในยุคโบราณจึงมีความรู้เฉพาะในเรื่องที่ตนถนัดเท่านั้น ต่อมาเมื่อสังคมมนุษย์ซับซ้อนมากขึ้นและความต้องการมีหลากหลายมากขึ้น จึงมีการแสวงหาความรู้จากผู้อื่นโดยการไปช่วยทำงานกับผู้นั้นเช่น ถ้าอยากเป็นชาวประมงก็ต้องไปเรียนรู้กับผู้ที่มีความชำนาญในการจับปลา ถ้าอยากล่าสัตว์ก็ต้องไปเรียนรู้กับนายพราน หรือถ้าอยากทำเครื่องถ้วยชามก็ต้องไปเรียนกับช่างปั้น ดังนี้เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้คำว่า ครู จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก คือเราเรียกผู้ที่สอนให้เรามีความรู้ความชำนาญในการทำมาหากินว่า ครู สถานภาพของครูในยุคแรกๆนั้นมีความสำคัญและมีอำนาจค่อนข้างสูงทั้งนี้เพราะ ครูไม่จำเป็นต้องพึ่งศิษย์ ศิษย์ต่างหากที่ต้องพึ่งครู เพราะถ้าครูไม่สอนวิชาความรู้ให้ศิษย์ก็จะไม่สามารถทำมาหากินในวิชาชีพนั้นๆได้ เพราะยังไม่มีหนังสือหรือสื่อความหมายใดที่จะมาแทนการสอนโดยตรงจากครูได้ ตัวครูเองนั้นสามารถทำมาหากินได้ตามลำพังอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีศิษย์มาช่วย การที่จะรับศิษย์หรือไม่จึงขึ้นอยู่กับความเอ็นดูเมตตาของครูเป็นส่วนตัว อำนาจการต่อรองของครูจึงอยู่เหนือศิษย์เสมอมา ศิษย์จึงต้องเคารพยำเกรงครูเสมือนพ่อแม่ที่คนที่สอง สัมพันธภาพระหว่างครูกับศิษย์จึงมีความแน่นแฟ้นและมีความผูกพันกันเสมือนญาติ
ต่อมาสังคมมนุษย์เริ่มเปลี่ยนไป โดยเกิดก้าวกระโดดที่สำคัญอันหนึ่งซึ่งทำให้ความสำคัญของครูเริ่มด้อยลง การเปลี่ยนแปลงนั้นก็คือการที่เริ่มใช้ "เงิน" เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ที่ว่าเงินมีส่วนทำให้ความสำคัญของครูเริ่มด้อยลงก็เพราะ คนที่มีเงินไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้กับครูก็สามารถแสวงหาสิ่งที่ต้องการได้แทบจะทุกอย่างเช่น อยากจะได้ปลาก็เอาเงินไปซื้อปลามาจากชาวประมง อยากได้เนื้อสัตว์หรือภาชนะเครื่องปั้นก็ไปซื้อหาได้ที่ตลาด ไม่ต้องไปเรียนกับชาวประมง เรียนกับนายพรานหรือช่างปั้นให้ลำบากอีกต่อไป เพียงหาเงินมาได้ก็สามารถได้ของที่ต้องการเสมอ
ครูยังคงมีความสำคัญกับศิษย์ก็เฉพาะในเรื่องที่ไม่สามารถหาซื้อได้เท่านั้น เช่นความรู้และความสามารถทางด้านต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็น นามธรรม มิใช่ รูปธรรม ไม่สามารถแสวงหาได้จากตลาดขายสินค้า ใครอยากได้ก็ต้องไปเรียนรู้และฝึกกับครูเอาเอง หากได้พบครูที่ดีศิษย์ก็จะมีความประทับใจและระลึกถึงครูเป็นพิเศษ มีทั้งความรักและความเคารพอย่างนอบน้อมเพราะครูเป็นผู้สอนให้เขาเหล่านั้นมีความรู้ความสามารถตามที่ต้องการ แม้ว่าครูจะจากไปหรือล่วงลับไปแล้วศิษย์ก็ยังคงระลึกถึงครูอยู่เสมอทั้งนี้เพราะต้องใช้วิชาความรู้ที่เรียนจากครูทำมาหากินอยู่ทุกวันด้วยเหตุนี้จึงเกิดประเพณี "ไหว้ครู" ขึ้น ซึ่งมีหลายสาขาวิชาชีพเช่น นักรบ โหราศาสตรนาฏศิลป์ และ ดนตรี เป็นต้น
การไหว้ครูเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและระลึกถึงครู เป็นการแสดงออกที่งดงาม และเป็นวัฒนธรรมอันดีงามที่มิได้มีในทุกประเทศทั่วโลก เป็นการแสดงความคารวะหรือเคารพในสิทธิ์ของครู ซึ่งแม้ว่าครูจะล่วงลับไปแล้วศิษย์ก็ยังมากราบไหว้ขอพรหรือขออนุญาตในเรื่องที่ครูสั่งสอนหรือกำชับไว้ หากจะเปรียบเทียบกับปัจจุบันนี้ก็คือการสอนให้รู้จักเคารพในสิทธิ์หรือลิขสิทธิ์ของผู้อื่นนั่นเอง ศิษย์ที่ดีจะไม่กล้าล่วงละเมิดหรือปฏิบัตินอกไปจากคำสั่งของครูและจะถือปฏิบัติตามคำสั่งของครูอย่างเคร่งครัด
ต่อมาเมื่อผู้เป็นศิษย์เริ่มจะทำหน้าแทนครูคือเริ่มสอนศิษย์รุ่นใหม่ก็จะสอนให้ศิษย์ของตนเคารพครูของตนเองที่ได้ล่วงลับไปแล้วด้วย ด้วยเหตุนี้การไหว้ครูจึงมิได้มีความหมายเพียงการไหว้ครูที่สอนเราอยู่ในปัจจุบันเท่านั้นหากแต่ไหว้รวมไปถึง ครูของครู ๆ ๆ ๆ ย้อนขึ้นไปเรื่อยหลายต่อหลายรุ่นด้วย
การไหว้ครูจึงมีความหมายหลายนัยซึ่งพอจะสรุปได้เป็น 4 ความหมายคือ
๑ ครูที่เป็นเทพฯ (หมายถึงครูของครูที่ได้ล่วงลับไปแล้วซึ่งนักดนตรีไทยถือว่าไปเป็น เทวดา)
๒ ครูที่อบรมสั่งสอนเราโดยตรง (หมายถึงครูที่รับเราเป็นศิษย์)
๓ ครูที่แนะนำสั่งสอน (หมายถึงเพื่อนนักดนตรีด้วยกันที่ได้ชี้แนะความรู้แก่เรา)
๔ ครูพักลักจำ (เป็นการเรียกเชิงอุปมา หมายถึงวิชาความรู้ที่เราจดจำหรือแอบเรียนรู้มาจากผู้อื่น)
การไหว้ครูควรจะไหว้ให้ครบทั้งสี่ความหมายดังที่ได้กล่าวไปแล้ว คำว่าไหว้ให้ครบคือตั้งใจระลึกถึงครูทั้ง 4 ความหมายในขณะที่ทำพิธีไหว้ครู ระลึกถึงคุณความดี ระลึกถึงความเมตตาที่ครูได้สอนวิชาความรู้ให้กับเรา แม้คนที่เราแอบเรียนความรู้มาจากเขาเราก็ต้องขอบคุณและขอสมาอภัยด้วย เป็นการสอนให้รู้จักบุญคุณคนและรู้จักเคารพในสิทธิ์ของผู้อื่น การไหว้ครูจึงมีความหมายลึกซึ้งมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ ข้อสำคัญคือคงมิได้มีการสอนให้นักดนตรีรุ่นใหม่ๆได้เข้าใจความหมายของการไหว้ครูที่แท้จริง ดังนั้นนักดนตรีรุ่นใหม่จึงไม่ค่อยเข้าใจความหมายของการไหว้ครู และ ตั้งคำถามมาว่าไหว้ใครไหว้ทำไมดังที่ได้กล่าวไปแล้ว คำตอบของคำถามนี้ก็คือ นักดนตรีไทยจะยกมือไหว้ครูทั้งสี่ความหมายนี้ทุกครั้งที่จะเริ่มบรรเลงหรืออยู่ในพิธีไหว้ครู ครับ
ปัจจุบันนั้น ศิษย์จำนวนมากอาจจะนึกว่าครูก็คือลูกจ้างที่รับเงินค่าสอนจากเรา หรือบางทีก็นึกว่าครูเป็นเสมือน "โค้ช" ดนตรีไทยที่จะสอนให้เราแข่งขันชนะรางวัลในการประกวดดนตรีตามที่ต่างๆ ดังนั้นจึงไม่เห็นความสำคัญของการยกมือไหว้ครูสักเท่าใด ที่สำคัญคือครูเองบางทีก็ทำตัวเป็นลูกจ้างหรือเป็นโค้ชดนตรีไปด้วย มิได้ทำตนให้สมกับคำว่าครู จึงเป็นเหตุให้ความหมายและสัมพันธภาพอันดีงามระหว่างครูกับศิษย์ที่มีมาแต่โบราณค่อยๆเปลี่ยนไป จนเป็นเหมือนสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้คือศิษย์ไม่ค่อยเคารพครู ไม่เข้าใจความหมายของการไหว้ครู และ ถามกันด้วยความสงสัยว่า เวลาเรียนดนตรีเรายกมือไหว้ใคร??? ไหว้ทำไม ?????

ชนก สาคริก
๒๓ พฤษจิกายน พ.ศ.๒๕๔๒